| View previous topic :: View next topic |
| Author |
Message |
noei1984 Arnor Rangers

Joined: 23 Sep 2004 Posts: 575 Location: Angband
|
Posted: Wed Aug 30, 2006 11:36 pm Post subject: [Art Corner]แด่พี่น้องศิลปิน ว่าด้วยทฤษฎีสี |
|
|
แด่พี่น้องศิลปิน2 ว่าด้วยการลงสี CG
http://springofarda.com/forum/viewtopic.php?t=528&sid=2f05506156da39ebf44bc3412a93838a
ไม่ได้โผล่หัวมานาน~~~~~ เลยหาอะไรมาอับให้สมกับที่หายหัวซะหนุ่อย หุหุ
ส่วนturin Proj ที่ข้าน้อยเอาไปทำเป็น Thesis ไปเรียบร้อย เสนอเรื่องผ่าน ตอนนี้มีความคืบหน้าเช่นไรจะรายงานในกรณีต่อๆไปก๊าบบบ ตอนนี้ปั่นให้ทันตรวจครั้งหน้าอยู่ T[]T
ว่าแล้วกลับเข้าเรื่อง แหะๆ
ว่าด้วยไปนั่งอ่านกระทู้เก่า "ขอความช่วยเหลือจากพี่น้องศิลปิน" http://springofarda.com/forum/viewtopic.php?t=439 เล่นๆ
เลยคิดว่าน่าจะเอาบทความเกี่ยวกับทฤษฎีสีที่แปลให้อาจาน (รับจ๊อบหลายงานจริง เรียนสองวิชาไม่พอหาเรื่องสอนอีก4คาบแบบไปสอนบ้างไม่ไปบ้าง และแปลเอกสาร = =") มาลงไว้ ณ ที่นี้เผื่อเป็นประโยชน์ก๊าบบบ
วันนี้เอามาฝาก 7 หัวข้อ เป็นครึ่งแรก ไว้ครึ่งหลังเสร็จจะเอามาลงให้นะก๊าบบบ
งานแปลนี้จะเอาไปใช้กันได้ไม่ว่ากัน แต่โพสบอกกันซักนิด รึเครดิตผู้แปลซักหน่อยจะดีมากค้าบ ^^
พิมผิดประการใด ขออภัย เพราะเป็นฉบับที่ยังไม่ได้ beta ^^"
Color Theory | ทฤษฎีสี
Color Characteristics
(ลักษณะของสี)
ทฤษฎีสี เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางกายภาพของสี (คลื่นของแสงสี) หรือ สีกับความรู้สึก (ร้อน-เย็น) ความสำพันธ์ของทั้งสองนี้น่าสนใจน่าศึกษา แต่ก็เข้าใจได้ยากเกินกว่าจะมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ได้หมด
สี เป็นความเข้าใจพื้นฐานระดับสัญชาติญาณ ผลงานศิลปะชิ้นสำคัญๆบางชิ้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยการใช้เพียงสีขาวกับดำ แต่ศิลปินบางกลุ่มได้ปฏิเสธการใช้สองสีนี้โดยได้กล่าวว่าสองสีนี้ไม่ได้อยู่ในวงจรสี (Color Harmony) จึงไม่นับว่าเป็นสี ด้วยว่าในศตวรรษต้นๆยังไม่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้สีอย่างแพร่หลายอย่างในปัจจุบัน ในสมัยก่อนศิลปินบางท่านใช้เพียงแค่สีปฐมภูมิ(แดง-เหลือง-น้ำเงิน) (Primary Color) เป็นตัวแทนในการแสดงถึงธาตุต่างๆในธรรมชาติ ศิลปินบางกลุ่มในปัจจุบันก็ยังยึดแนวการใช้สีแบบดั้งเดิมนี้อยู่ แต่ศิลปินอีกกลุ่มที่ศึกษาการใช้สีโดยเนื้อแท้ของสี (Per se) และยังสามารถวัดค่าสีค่างๆเพื่อเป็นความรู้และให้เกิดประโยชน์ในการใช้สีนั้นๆ ทุกวันนี้ ทั้งศิลปิน นักศึกษา (รวมทั้งผู้เขียน) ต่างเป็นหนี้องความรู้จากศิลปินศิลปกรรมร่วมสมัย Josef Albers ผู้ซึ่งเป็นทั้งศิลปินและอาจารย์ ที่ได้สละเวลาเพื่อศึกษาเรื่องการใช้สี และความสำพันธ์กันของสีในลักษณะต่างๆ หนังสือ และงานของท่านยังคงให้ความรู้เราได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แนวความคิดหลายๆอย่างในการอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับสีนี้ก็สืบเนื่องมาจากการวิจัยและค้นคว้าของท่าน
สีเป็นผลจากแสงสว่าง เมื่อแสงเปลี่ยนทุกสีที่เกี่ยวข้องกับแสงนั้นก็จะเปลี่ยนตามเช่นกัน แท้จริงแล้วสีของหญ้านั้นเป็นสีอะไร? เขียวหรือ? เขียวของใบหญ้าอาจเปลี่ยนเป็นเทา ในยามเช้า เป็นเขียวสว่างสดในเวลาเที่ยง และเป็นเขียวเข้มเกือบดำเมื่อถึงเวลากลางคืน จากตัวอย่างง่ายๆนี้ก็พอจะบอกได้ว่าแท้จริงแล้วไม่มีสีใดสีหนึ่งที่จะถูกจำกัดความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆได้อยู่ตลอดและเสมอไป แม้แต่ในสิ่งที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด พวกเราหลายคนก็ยังไม่สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ในขณะเดียวกันศิลปินบางท่านกลับเห็นและรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสีสันได้ฉับไวกว่า ดังเช่นในงานของ Monet สีที่เหลือบซ้อนกันกลายเป็นเอกลักษณ์ศิลปินอย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ แต่ในบางครั้ง หากเราได้มีโอกาสสังเกตแสงสีในเวลาเย็น เราก็จะสามารถเห็นแสงสีได้เช่นเดียวกับที่ศิลปินท่านนั้นเห็นเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสีที่สำคัญอีกแบบหนึ่ง คือสีจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะอยู่ใต้แสงสีเดียวกัน สีของสิ่งที่อยู่รอบๆนั้นจะสะท้อนเป็นบรรยากาศที่เข้ามาผสมในตัวสี ดังนั้นการที่เราจะเห็นสีในสีที่มันเป็นจริงนั้น เป็นไปได้ยาก บางทีอาจเป็นเพียงในห้องทดลองหรือในห้องที่ถูกทาด้วยสีนั้นๆเพียงสีเดียวเท่านั้นจึงจะสามารถเห็นสีแท้ๆของสีนั้นๆได้ ซึ่งตามธรรมชาตินั้น สีที่เราเห็นมักจะโดน อิทธิพล ของสีคู่ตรงข้ามที่อยู่ในบรรยากาศ หรือสีจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเจือเสมอๆ ซึ่งสีบรรยากาศนี้เองที่ทำให้สีมีความมหัศจรรย์ และเปลี่ยนแปรมีค่าน้ำหนักอ่อนแก่ (มืดและสว่าง)
ปรากฏการณ์เกี่ยวกับสีที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความหลากหลาย ในการทำงานกับสีนั้นไม่นานจะพบได้ว่ามีสีบางสีที่ถูกเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าสีอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยความสว่างหรือการสั่นของคลื่นสีนั้นทำให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงไป อย่างสีแดงหรือชมพูบนพื้นสีต่างๆกัน สีสีแดงหรือชมพูนั้นก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงเข้มอ่อนต่างกันทั้งๆที่แท้จริงแล้วเป็นสีเดียวกัน แต่ในขณะที่เรานำสีเทาธรรมชาติ(Natural Gray) จะไม่ค่อยเปลี่ยนไปตามอิทธิพลของสีรอบข้าง
Cool/Warm Colors
(สีเย็น/สีร้อน)
สีเย็น สีร้อน ดูจะเป็นเรื่องแปลกเกี่ยวกับการรับรู้ทางสายตาเกี่ยวกับการมองเห็นสีของเรา ทั้งที่ ความเย็น หรือ ความร้อน นั้นเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้ทางผิวหนัง ไม่ใช่ด้วยการมองเห็น แต่หลายครั้งเราก็ยังเรียกสีเหล่านี้ว่าว่า สีร้อน กับ สีเย็น อย่างเช่นสีแดงกับสีส้ม ซึ่งเป็นตัวแทนของไฟ หรือสีเหลืองที่เป็นตัวแทนของแสงอาทิตย์ ก็จะจัดอยู่ในสีร้อน ในขณะที่สีฟ้าอย่างท้องฟ้าหรือน้ำ และเขียวของต้นไม้ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสีเย็น
แน่นอนว่าการที่เราสัมผัสสีแดงนั้นไม่ได้ทำให้มือเราพอง แต่การ มอง สีแดงนั้นก็ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความอุ่น/ร้อน ความรู้สึกนี้เป็นผลมาจากความคิด/สภาพจิตของเราเท่านั้น แต่มันก็ส่งผลต่อร่างกายของเราจริงๆ อย่างที่หลายๆคนเคยได้ยินเรื่องของคนที่ทำงานในห้องที่ถูกทาด้วยสีฟ้า คนเหล่านั้นจะรู้สึกเฉื่อยชาและรู้สึกหนาว ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายๆโดยเพิ่มแถบสีโทนร้อน เช่นสีน้ำตาล
ในวงจรสีนั้น สีส้มแดง เป็นสีที่ให้ความรู้สึกร้อนที่สุด ในฝั่งสีเย็น สีฟ้าเขียวซึ่งเป็นสีตรงข้ามกับสีส้มแดงก็ให้ความรู้สึกเย็นที่สุด ในบรรดาสีแท้หลายๆคนมักจะนับสีเหลืองจนถึงสีม่วงแดงเป็นสีโทนร้อน และเหลืองเขียวกับม่วงสดอยู่ฝั่งโทนเย็น แต่ก็ไม่เสมอไปขึ้นอยู่กับสีที่ถูกล้อมรอบด้วย อย่างเช่นสีเขียว เมื่ออยู่บนพื้นสีฟ้า กลับให้ความรู้สึกอุ่นในขณะที่อยู่บนพื้นส้มกลับให้ความรู้สึกเย็น ดังนั้นการใช้สีโทนร้อนให้มีประสิทธิภาพนั้น เราต้องอาศัยสีโทนเย็นเข้าช่วย
ศิลปินหลายท่านใช้สีโทนร้อนกับโทนเย็นนี้ในการแสดงความรู้สึก ความเข้มอ่อนของสีสัมพันธ์กับความรุนแรงของอารมณ์ กลุ่มศิลปินImpressionistเป็นกลุ่มที่นำแนวความคิดนี้มาใช้สร้างสรรค์งานได้อย่างชัดเจน การใช้สีฟ้าม่วงแทนเงาสีเทาและสีดำนั้นเป็นการสร้างความตื่นตะลึงในงานศิลปะในยุคศตวรรษที่ 19 ในรูปหุ่นนิ่งของ Renoir Fruit of the Midi แสดงให้เห็นถึงน้ำหนักของสีที่ช่วยเปลี่ยนโทนสีจากร้อนไปสู่เย็น จากสีโทนร้อนในด้านแสงสว่างไปจนถึงสีโทนเย็นในฝั่งเงา _________________ http://noei1984.deviantart.com/ มีกะเขาด้วย O_o
Through the changing seasons,
And this fleeting moment,
I listen to these nostalgic melodies.
Even when I become an adult,
Some things won't fade,
Like our precious memories.
Last edited by noei1984 on Mon Jul 07, 2008 7:11 pm; edited 2 times in total |
|
| Back to top |
|
 |
noei1984 Arnor Rangers

Joined: 23 Sep 2004 Posts: 575 Location: Angband
|
Posted: Wed Aug 30, 2006 11:38 pm Post subject: |
|
|
Color as Emphasis
(สีกับจุดเด่น)
จุดเด่นหรือเนื้อหาหลักของงานศิลปะนั้นจะถูกจัดวางอย่างละเอียดอ่อนโดยศิลปิน การใช้สีเป็นสอ่งหนึ่งที่ช่วยให้ศิลปินดึงจุดเด่น หรือนำเสนอเนื้อหานั้นออกมาได้ สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อเราจะเน้นสิ่งใดให้ดูสำคัญ เรามักนึกถึงการขยายขนาดบริเวณนั้นให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงเปลี่ยนแปลงรูปร่างมันไป หรือแยกสิ่งนั้นออกเป็นส่วนๆ แต่สีนั้นจะมีส่วนช่วยที่สำคัญทีเดียว โดยการใช้หลักการใช้สีกลมกลืน หรือสีตรงข้าม มาสร้างจุดเด่นของงาน
บางครั้งศิลปินต้องการนำเสนอจุดเด่นอย่างเจาะจงมักจะใช้สีสว่าง(vivid) เพื่อดึงดูดสายตาผู้ชม การใช้สีที่โดดเด่นและฝีแปรงที่หยาบ แสดงให้เห็นถึงอารมณ์และการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ให้เรามีความรู้สึกร่วม เร้าอารมณ์ผู้ชม อย่างสีเหลืองสดที่อยู่บนพื้นน้ำเงินเข้ม พื้นสีเข้มนั้นจะยิ่งขับสีเหลืองให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ในงานของ Winslow Homer สีเหลืองสว่างและสีแดงถูกใช้เพื่อช่วยเน้นรูปร่างหลัก การเอาสีโทนร้อนเข้ามาช่วยสร้างจุดเด่นทำให้งานดูมีชีวิตชีวาอันเกิดจากการตัดกันของสีและแสงเงา และสีสันนั้นก็ช่วยในการดึงดูดสายตาของเราได้เป็นอย่างดี
การจำกัดความหมายของคำว่า Emphasis (จุดเด่น, เน้น, ความสำคัญ) สามารถนิยามได้หลากหลาย แต่จะให้สรุปโดยรวมแล้วก็คือการสร้างจุดสนใจไปที่จุดใดจุดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จุดเด่นไม่จำเป็นต้องเกิดจากสีที่จัดเสมอไป อาจจะเกิดจากสีที่บางเบาที่อยู่ในองค์ประกอบที่ช่วยเน้นให้มันกลายเป็นจุดเด่นก็ได้
อย่างในงานของ Caillebotte เป็นตัวอย่างที่ดีในหารใช้สีโทรเย็นและสีเทาที่ครอบคลุมทั้งภาพตัดกับความขาวโพลนของหิมะบนหลังคา แต่ในความขาวของหิมะนั้นก็มีการแทรกสีน้ำตาลแดงที่เป็นสีโทนร้อนเข้าไป และสีนี้ก็ไปเจืออยู่ในปล่องไฟที่อยู่บนตึกตรงกลางของภาพ แม้สีแดงนี้จะไม่ได้สว่างจ้าออกมา แต่ก็สามารถดึงดูดสายตาได้อย่างดี นี่คือการใช้โทนสีเข้ามาสร้างจุดเด่นของภาพ
Color Scheme
(สีใกล้เคียง สีประกอบ)
หลักการใช้สีให้เกิดความกลมกลืนนั้นแบ่งออกได้เป็น 4 หลักใหญ่ คือ
- Monochromic
- Analogous
- Complementary
- Triadic
Monochromic (สีโมโนโครม)
เป็นหลักการใช้สีที่เลือกสี Hue(แม่สี) ขึ้นมาเพียงหนึ่งสี แล้วใช้สีนั้นในค่าน้ำหนักอ่อนแก่(ผสมสีขาว/ดำ) ผลของการใช้สีแบบโมโนโครม คือ จะให้ความรู้สึกเงียบ สงบ หมายถึงการพักผ่อน ซึ่งอารมณ์นี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามโทนสีของแม่สีที่เราเลือกใช้ด้วยเช่นกัน
Analogous (สีข้างเคียง)
คือการเลือกใช้สี Hue ที่อยู่ชิดติดกันในวงจรสีมา 3-5 สี อาจจะอยู่ในโทนเดียวกันหรือไม่ก็ได้ ลักษณะการใช้แบบนี้จะเห็นได้บ่อยในงานศิลปะของญี่ปุ่น ส่วนความรู้สึกของภาพนั้นจะขึ้นอยู่กับโทรสีของภาที่นำมาใช้
Complementary (สีคู่ตรงข้าม)
การจับคู่ใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงจรสี จะทำให้งานดูมีชีวิตชีวา น่าสนใจและดึงดูดสายตา อันเกิดจากผลของสีที่ตัดกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณความเข้มของสี(Intensity)ที่สูง อย่างสีน้ำเงินกับสีส้ม สีขาวกับสีดำ สีที่ตัดกันอย่างรุนแรงจะทำให้เกิดความเคลื่อนไหว และดูน่าสนใจ
Triadic (สีคู่ประกอบ)
เป็นการเลือกใช้สี Hue ที่อยู่ในระยะห่างเท่าๆกันในวงจรสี เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน ซึ่งเป็นการจับคู่ประกอบที่เห็นได้ชัดเจนและบ่อยครั้งที่สุด การจับกลุ่มสีที่ตัดกันนี้เองจะทำให้งานดูมีชีวิตชีวา และน่าสนใจ
การใช้สีในรูปแบบทั้งสี่ที่กล่าวมา มักเป็นประโยชน์ในการออกแบบตกแต่งภายใน, ออกแบบPoster, ออกแบบผลิตภัณฑ์ มากกว่าใช้ในงานศิลปะแบบจิตกรรม
ในงานจิตรกรรม สีมักถูกใช้ตามสัญชาติญาณของศิลปิน และศิลปินหลายท่านปฏิเสธที่จะสร้างงานที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่การรู้และเข้าใจถึงวงจรสีและความเข้าใจในความสัมพันธ์กันของสีก็เป็นส่วนช่วยให้ศิลปิน หรือผู้ออกแบบ สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้ตรงตามที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ยิ่งกว่านั้น เมื่อเราสามารถเลือกใช้สีได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้งานดูมีเอกภาพ แม้องค์ประกอบของภาพจะดูยุ่งเหยิงและซับซ้อน แต่หากใช้สีที่ถูกต้องก็จะขจัดความไม่ลงตัวนั้นได้อย่างง่ายดาย
ความเป็นเอกภาพของสี เรามักใช้คำว่า Tonality(กลมกลืน) เสียมากว่า ความกลมกลืนนี้หมายรวมถึงการใช้สีใดสีหนึ่งคลอบคลุมไปทั่วทั้งภาพ การใช้สีในโทนเดียวกัน หรือการใช้สีแบบโมโนโครมก็จัดอยู่ในรูปแบบการใช้สีแบบ Tonality ด้วยเช่นกัน
Color Symbolism
(ความเป็นสัญลักษณ์/ตัวแทน ของสี)
Dont worry, he is true blue
Blue = เศร้าหมอง
I caught him red-handed
Red-handed = จับได้คาหนังคาเขา
So I told her a little white lie
White lie = คำโกหกโดยเจตนาดี
Why not just admit, you are too yellow to do it?
Yellow = ขี้ขลาด ตาขาว
เรามักใช้สีในกาบรรยายถึงลักษณะอารมณ์ของคนในแบบต่างๆ เป็นการใช้สีเป็น สัญลักษณ์ ให้กับสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้ หรือมองเห็นด้วยตา อย่าง : fidelity(ความซื่อสัตย์), sin(บาป), innocence(บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา), cowardice(ขี้ขลาด) สีนั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติอย่าง ไฟ น้ำ ท้องฟ้า เท่านั้น แต่เป็นตัวแทนอารมณ์ แสดงถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆด้วย สีถูกเลือกใช้เป็นสัญลักษณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งการเลือกใช้นั้นเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและสังคมแต่ละสังคมแตกต่างกันไปตามประวัติศาสตร์ บางครั้งเราก็ลืมเหตุผลของการใช้สีเหล่านั้นไปแล้ว (อย่างการใช้สีเขียวแทนการไปและสีแดงหมายถึงหยุด)
ประเด็นสำคัญคือการใช้สีมาเป็นสัญลักษณ์นั้นไม่ได้มีความเป็นสากล แต่การใช้สีเป็นตัวแทนความหมายต่างๆนั้นเป็นการเผยแพร่จากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง เช่นการใช้สีในชีวิตประจำวัน ในงานศพ ในสังคมหนึ่งอาจใช้สีดำ แต่ในอินเดียกลับใช้สีขาว ตุรกีใช้สีม่วง สีน้ำตาลในเอธิโอเปีย และเหลืองในพม่า ความแตกต่างนี้มีการใช้ในสังคมชั้นสูงและราชวงศ์เช่นกัน ในสังคมตะวันตกนั้นเป็นสีม่วงเป็นตัวแทนของราชวงศ์(ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่สมัยอียิปต์) สีเหลืองในจีน สีแดงในกรุงโรม(และยังมีสืบทอดมาถึงปัจจุบันในการแบ่งศักดิ์ของพระคาร์ดินาลในนิกายคาร์ธอลิก) เช่นเดียวกันกับชุดแต่งงาน เราใช้สีขาวในแบบของตะวันตก แต่เป็นเหลืองในฮินดู และสีแดงในจีน
ความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ละสีที่เป็นสัญลักษณ์นี้มีความสำคัญมากในงานศิลปะในอดีต สีมักถูกใช้เพื่อระบุตัวละคร/ตัวเอกของภาพ อย่างการใช้สีฟ้า หรือสีขาว ที่เป็นเสื้อคลุมยาวของพระแม่มาเรีย
สี ในแง่ของความเป็นสัญลักษณ์กับการออกแบบ มักไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังเป็นตัวช่วยและเป็นแรงบันดาลใจ แนวความคิดให้กับศิลปินในการสร้างสรรค์งาน _________________ http://noei1984.deviantart.com/ มีกะเขาด้วย O_o
Through the changing seasons,
And this fleeting moment,
I listen to these nostalgic melodies.
Even when I become an adult,
Some things won't fade,
Like our precious memories. |
|
| Back to top |
|
 |
noei1984 Arnor Rangers

Joined: 23 Sep 2004 Posts: 575 Location: Angband
|
Posted: Wed Aug 30, 2006 11:39 pm Post subject: |
|
|
Color Discord
(การขัดกันของสี)
สีที่ขัดกัน หรือเป็นคู่ตรงข้าม เกิดจากการจับคู่สีที่อยู่ตรงกันข้ามกันของวงจรสี สีทั้งสองนั้นปกติแล้วจะไม่ส่งผลกระทบต่อกัน แต่เมื่อถูกนำมาวางข้างกัน สีทั้งสองจะดูราวกับผลักออกจากกันมากกว่าจะประสานกลมกลืนกัน เป็นผลรบกวนทางสายตาและดึงดูดสายตา
โดยการนิยามคำว่า Discord (แปร่ง, คู่ตรงข้าม) ให้ความหมายถึงสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสุดขั้ว การใช้คำว่า Discord ในความสัมพันธ์ของคน มักเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ แต่ความขัดแย้งนั้นมันก็ทำให้ชีวิตมีสีสันและน่าตื่นเต้น เช่นเดียวกับการใช้สี การใช้ในปริมาณและการวางจังหวะที่เหมาะสม จะเป็นประโยชนอย่างมากทีเดียวในงานศิลปะและการออกแบบ
การขัดกันของสีอย่างอ่อนๆนั้นจะช่วยให้งานดูน่าสนใจขึ้น เพราะสายตาของคนเรามักจะจับไปที่จุดที่ผิดปกติหรือบริเวณสีที่ตัดกัน การใช้สีตัดกันในงานศิลปะและการออกแบบ ทำให้งานน่าสนใจ และช่วยนำเสนอแนวความคิดของงานนั้นได้อย่างชัดเจน อย่างการใช้ดึงดูดสายตาในงานออกแบบโปสเตอร์ต่างๆ
ครั้งหนึ่งเคยมีเกี่ยวกับการใช้สีว่าอย่างสีไหนที่ไปกันได้ และเข้ากันไม่ได้ อย่างการจับคู่ของสีชมพูและส้มที่ดูไม่เข้ากัน แม้จะเป็นสีฟ้า กับสีเขียวในบางครั้งก็ยังดูแปร่ง กฎพวกนี้ดูเหมอนไร้สาระ และในปัจจุบันเรามีอิสระในการเลือกใช้สีได้มากขึ้น เพื่อค้นหาคู่สีที่จะนำมาสร้างสรรค์ และสร้างความน่าสนใจให้กับงาน และเข้ากับยุคสมัย
สีที่อยู่ห่างกันมากๆในวงจรสี(แม้จะไม่ใช่สีคู่ตรงข้ามโดยตรง) ก็ทำให้เกิดความแปร่งได้
ในการจับคู่สีให้สีนั้นขัดกัน(แปร่ง)ให้มีประสิทธิภาพนั้น ค่าความเข้มของสีนั้นสำคัญมากทีเดียว หากเราใช้ในค่าระดับความเข้มของสี หรือมืดสว่างเท่ากัน สีที่ถูกจับคู่นั้นก็จะขัดกันได้ชัดเจนยิงขึ้น
Color and Space
(สีกับระยะ)
สีกับการมองเห็น หรือพื้นที่ นั้นมีความสัมพันธ์กันโดยตรง สีนั้นทำให้เกิดระยะใกล้ไกลโดยธรรมชาติ เพราะประสาทตาของคนเรามักจะเห็นสีโทนร้อนเหมือนอยู่ในระยะหน้า และสีโทนเย็นดูจะถูกผลักให้อยู่ในระยะหลัง อย่างในการออกแบบ บางครั้งเราจะเห็นสีบางสีโดดออกมาในขณะที่สีอีกกลุ่มจะถูกผลักให้ดูมีระยะห่างออกไป ในกรณีนี้สีและขนาดของพื้นที่ที่สีอยู่ก็มีความสัมพันธ์ในการช่วยสร้างให้เกิดระยะด้วยเช่นกัน
ลักษณะที่สัมพันธ์กันอีกอย่างของสีกับระยะ คือสีฟ้าที่กระจายอยู่ในบรรยากาศจะเข้ามาเจืออยู่ในทิวทัศน์ที่เรามองเห็น เมื่อระยะของวัตถุนั้นไกลออกไป สีฟ้าของอากาศนั้นก็จะมีผลครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ จนในระยะที่อยู่ไกลที่สุดที่พอจะมองเห็นได้จะเหลือแค่สีเทาฟ้าจางๆเท่านั้น
ศิลปินอาจใช้คุณสมบัติของสีบรรยากาศ ในการสร้างพื้นผิวที่นูนหรือแบนราบ ย่างการวาดรูปทิวทัศน์ศิลปินจะใช้สีน้ำตาลอุ่นและส้มในพื้นระยะใกล้ และในระยะไกลถัดๆไปใช้สีฟ้าเย็นเข้าไปแทรกทำให้เกิดระยะไกล
ในทางตรงกันข้าม หากเราใช้สีของวัตถุที่อยู่ในระยะใกล้เป็นสีโทนร้อนสว่าง กับพื้นหลังที่มีสีโทนเดียวกัน จะทำให้งานดูแบนราบไม่มีมิติ
ความเข้มของสีก็เป็นส่วนช่วยให้เกิดระยะที่ลวงตา สีใดที่ตัดกันอย่างรุนแรงจะดูเหมือนกับอยู่ในระยะหน้า และสีที่อ่อนลงไปจะอยู่ในระยะหลัง
เอวังด้วยประการละฉะนี้
ไว้เดี๋ยวไปสืบชื่อแหนังสือมาก่อนนะฮะ แล้วจะมาลงบอกให้ หนังสือเขียนภาษาง่ายๆ มีรูปประกอบเข้าใจง่าย XD _________________ http://noei1984.deviantart.com/ มีกะเขาด้วย O_o
Through the changing seasons,
And this fleeting moment,
I listen to these nostalgic melodies.
Even when I become an adult,
Some things won't fade,
Like our precious memories. |
|
| Back to top |
|
 |
Tar-in Master Dwarves

Joined: 06 Sep 2004 Posts: 59 Location: .*~May thou shall find Valimar~*.
|
Posted: Fri Sep 01, 2006 3:37 pm Post subject: |
|
|
บทความมีประโยชน์มากเลยฮับพี่เนย เหมาะสำหรับเด็กโง่ทฤษฏีสีอย่างผม  _________________
 |
|
| Back to top |
|
 |
Tinuviel Spirits of Arda

Joined: 21 Jun 2004 Posts: 1365 Location: Neldoreth, Doriath, Beleriand
|
Posted: Sat Sep 02, 2006 12:29 am Post subject: |
|
|
| คารวะ ... คารวะ ... |
|
| Back to top |
|
 |
|
|
You cannot post new topics in this forum You cannot reply to topics in this forum You cannot edit your posts in this forum You cannot delete your posts in this forum You cannot vote in polls in this forum
|
Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
|